ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น

Sunday
Dec 21st
ป้ายโฆษณา
หน้าแรก พระกรุ เนื้อชิน พระร่วงเท้าถ่าง กรุปราสาทเมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี ตอนที่ 1

พระร่วงเท้าถ่าง กรุปราสาทเมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี ตอนที่ 1

อีเมล พิมพ์ PDF

ภาพและเรื่องโดย..ณรงค์ เลติกุล

พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง แบบที่ 1 พิมพ์ที่ 1พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง แบบที่ 1 พิมพ์ที่ 1กาญจนบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ยาวนานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ พบหลักฐานหลายอย่างหลายชนิด เป็นเครื่องมือของใช้ มี ขวานหิน ใช้แร่เนื้อสัตว์ประกอบอาหาร มีอายุประมาณ 3,000 กว่าปี เป็นยุคสำริด หล่อเป็นหอกใช้ล่าสัตว์ กำไลสำริด แหวนสำริด และของใช้ที่ทำจากสำริด

ต่อมาถึงยุคกลางประมาณ 2,000 กว่าปี ยุคเครื่องปั้นดินเผา ภาชนะหม้อไห ของใช้ทำจากดินเผา เป็นสมัยเดียวกับบ้านเชียง อุดรธานี ลวดลายสีเขียนเหมือนบ้านเชียงทุกอย่าง ยุคสำริดและโลหะค่อยๆ หายไป จึงเกิดการพัฒนาจากโลหะมาเป็นดินเผา ของใช้ในครัวเรือนชีวิตประจำวันก็ทำจากดินเผาหลายอย่าง

ต่อมาถึงยุคหลังประมาณ 1,000 กว่าปี ขอมมีอิทธิพลต่อประเทศไทย ได้นำเอาศิลปะวัฒนธรรมความเชื่อถือตามลัทธินิยมต่อเทพเจ้า เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาก่อสร้างไว้หลายแห่ง พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของกัมพูชา มีอิทธิพล มีความสามารถทางการบริหารจัดการปกครองประเทศได้แผ่อิทธิพลเข้ามาสู่ประเทศไทยทางด้านสถาปัตยกรรม ก่อสร้างพระปรางค์ สถูปเจดีย์แบบขอมไว้หลายแห่ง เช่น พระปรางค์สามยอด ลพบุรี ปราสาทหินพิมาย โคราช ประสาทพนมรุ้ง บุรีรัมย์ ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทเมืองสิงห์ กาญจนบุรี และอีกหลายแห่งในประเทศไทย

ปราสาทเมืองสิงห์ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณ ผู้มีอำนาจอยู่ในเขตภาคตะวันออกและภาคกลางของประเทศไทยในครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 18 เมืองสิงห์ได้หมดความสำคัญและถูกทิ้งให้กลายเป็นเมืองร้างไปภายหลังจากการล่มสลายของอาณาจักรกัมพูชาอันยิ่งใหญ่ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19 โบราณสถานหมายเลข 2 ผังเป็นรูปกากบาท มีขนาด 6.80 เมตร ทรงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนพังทลายหมดแล้ว ผุพังตามธรรมชาติ มีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน โคปุระหรือซุ้มประตูทิศเหนือ ใต้ และตะวันตก มีทางเดินเชื่อมถึงกัน โอบปราสาทประธานเอาไว้เหมือนเป็นระเบียงคดทะลุถึงกันได้ตลอด ปราสาทเมืองสิงห์ ตั้งอยู่ในท้องที่ ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 641 ไร่ หรือประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร แวดล้อมไปด้วยภูเขาเป็นแนวยาวอยู่โดยรอบ มีแม่น้ำแควน้อยไหลผ่านทางด้านทิศใต้

ปราสาทเมืองสิงห์ มีพื้นที่กว้าง 80 เมตร ยาว 120 เมตร เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลาง มีกำแพงแก้วล้อมรอบทั้งสี่ด้าน มีทางเข้าผ่านกำแพงแก้วเข้าทางทิศตะวันออก และด้านหลังมีทางเข้าทางทิศตะวันตก ตัวประธานปราสาทองค์เดียว เป็นรูปเหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จ ขนาดใหญ่ ขนาดกว้าง 13.20 เมตร สร้างด้วยศิลาแลง ย่อมุมลดหลั่นตามแบบสถาปัตยกรรมของขอม การนำแท่งศิลาแลงวางทับซ้อนกันขึ้นไปสู่ยอดปราสาทเป็นเรื่องยุ่งยากและทำยากมาก ต้องอาศัยใช้หลักการคำนวณถ่วงรับน้ำหนักเข้ามาทำ เพื่อป้องกันการพังทลายของแท่งศิลาแลง อันตรายที่จะพังลงมาทับคน ต้องยอมรับว่าการหาทำเล หาทิศก่อสร้าง วางผัง วางแผน หาวัสดุ โดยเฉพาะแท่งศิลาแลง แท่งหินทรายแดง ต้องนำวัตถุที่ต้องใช้ในการก่อสร้างไปทางไหน จึงจะถึงจุดหมายปลายทางอย่างเรียบร้อยและปลอดภัย จะต้องใช้เวลานานเท่าไร? สมัยโบราณการเดินทางต้องอาศัยทางทะเลตัดเข้าแม่น้ำไปสู่จุดเป้าหมาย อีกทางคือการเดินทางเท้า อาศัยช้าง ม้า วัว ลำเลียงแท่งศิลาแลงไปก่อสร้าง สมัยก่อนเป็นป่าทึบดงดิบ ต้องใช้เวลานานเท่าไร? ใช้กำลังคนงานจำนวนเท่าไร? จึงจะเสร็จ ตรงจุดนี้คือ ปราสาทประธาน หมายเลข 1 ของเมืองสิงห์

โบราณสถานหมายเลข 2 ผังเป็นรูปกากบาท มีขนาด 6.80 เมตร ทรงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนพังทลายหมดแล้ว ผุพังตามธรรมชาติ มีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน โคปุระหรือซุ้มประตูทิศเหนือ ใต้ และตะวันตก มีทางเดินเชื่อมถึงกัน โอบปราสาทประธานเอาไว้เหมือนเป็นระเบียงคดทะลุถึงกันได้ตลอด

พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง (4) เห็นตาจมูกรำไรไม่สมบูรณ์ ด้านซ้ายพระมีรอยเว้าขยักเข้าใน ด้านล่างเนื้อหายไปเทไม่ติด ฉัพพรรณรังสีติดไม่เต็ม ด้านหลังสวยเป็นลายผ้า ด้านหน้าเนื้อระเบิดหลุดหายไปเป็นแผ่นจากอิทธิพลของสนิมในกรุเป็นพระเนื้อชินตะกั่ว พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง (4) เห็นตาจมูกรำไรไม่สมบูรณ์ ด้านซ้ายพระมีรอยเว้าขยักเข้าใน ด้านล่างเนื้อหายไปเทไม่ติด ฉัพพรรณรังสีติดไม่เต็ม ด้านหลังสวยเป็นลายผ้า ด้านหน้าเนื้อระเบิดหลุดหายไปเป็นแผ่นจากอิทธิพลของสนิมในกรุเป็นพระเนื้อชินตะกั่ว พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง (3) พิมพ์ด้านข้างซ้ายมือพระติดไม่เต็ม มีรอยขยักเว้าเข้าใน เป็นเอกลักษณ์ หลังเรียบ มีลายเส้นแบบกาบหมาก พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง (3) พิมพ์ด้านข้างซ้ายมือพระติดไม่เต็ม มีรอยขยักเว้าเข้าใน เป็นเอกลักษณ์ หลังเรียบ มีลายเส้นแบบกาบหมาก พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์ใหญ่ (1) โดยรวมองค์พระจะใหญ่กว่า หนากว่า สูงกว่าพิมพ์กลาง เหนือหัวไหล่ซ้าย-ขวาจะมีขยักเว้าเข้าในทั้งสองด้าน รอบนอกเป็นซุ้มฉัพพรรณรังสี ทาชาด ปิดทองคำเปลว อยู่ในกรุนาน ชาดจึงจางลงไปมากเหมือนสีเปลือกมังคุด ทองคำเปลวซีดจาง หลุดล่อนออกไปจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้แว่นขยายส่องดูยังพอมองเห็นบ้าง ด้านหลังเว้าเป็นแอ่งเล็กน้อย ไม่ลึกมาก พระองค์นี้สมบูรณ์ ไม่งาม ไม่สวย เห็นตาโปน พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์ใหญ่ (1) โดยรวมองค์พระจะใหญ่กว่า หนากว่า สูงกว่าพิมพ์กลาง เหนือหัวไหล่ซ้าย-ขวาจะมีขยักเว้าเข้าในทั้งสองด้าน รอบนอกเป็นซุ้มฉัพพรรณรังสี ทาชาด ปิดทองคำเปลว อยู่ในกรุนาน ชาดจึงจางลงไปมากเหมือนสีเปลือกมังคุด ทองคำเปลวซีดจาง หลุดล่อนออกไปจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้แว่นขยายส่องดูยังพอมองเห็นบ้าง ด้านหลังเว้าเป็นแอ่งเล็กน้อย ไม่ลึกมาก พระองค์นี้สมบูรณ์ ไม่งาม ไม่สวย เห็นตาโปน

โบราณสถานหมายเลข 3 ตั้งอยู่นอกกำแพงแก้ว ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของโบราณสถานหมายเลข 1 อยู่บนที่ราบโล่ง ลักษณะเป็นรูปทรงกลม ไม่ใหญ่มาก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นฐาน เจดีย์เก่า ผุพัง ยุบลงมากองบนดิน เหลือซากศิลาแลงกระจายไปทั่วบริเวณ ไม่เห็นสิ่งก่อสร้างภายใน ถูกวัชพืช-ต้นไม้-ใบหญ้าปกคลุมไว้สูงเป็นเมตร หลังจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรทำความสะอาดขุดแต่งแล้ว พบว่าเป็นแนวฐานของโบราณสถานขนาดเล็ก ภายในกลวง ก่อด้วยอิฐและศิลาแลง ฐานด้านล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่าจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลง ถัดขึ้นมาเป็นฐานปัทม์ 1 ชั้น ก่อด้วยอิฐ ใช้ด้านสันของอิฐเรียงโผล่ออกมาด้านนอก ชั้นบนสุดก่อด้วยศิลาแลงทับซ้อนกัน ที่มุมด้านนอกอาคารทั้ง 4 ทิศ มี แผ่นหินปักไว้ ทั้ง 4 ด้าน คล้ายกับ จะเป็นเสมา แสดงเขตการทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ทางพระพุทธศาสนา ตรงจุดนี้ ปราสาทหมายเลข 3 น่าสนใจมาก น่าช่วยกันศึกษาต่อไปว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าตรงจุดนี้ทางพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่หลักธรรม คำสอน ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่สมัยทวาราวดีตลอดมา เพราะเมืองกาญจนบุรีก็อยู่ในสมัยทวาราวดีพร้อมจังหวัดนครปฐม หลักฐานที่พบพระกรุบูชาสมัยทวาฯที่วัดพงตึก วัดพระแท่นดงรัง และวัดอื่นๆ ปราสาทหลังที่ 3 นี้ ได้พบพระพิมพ์ที่เป็นโลหะ พระพิมพ์เนื้อชินตะกั่วสนิมแดงจำนวนมาก เชื่อว่าเป็น กรุพระเครื่อง 100% พบหลุมหลายหลุม มีคนเข้าไปขุดหาสมบัติไปก่อนแล้ว

บางท่านยังเชื่อว่าปราสาทหลังนี้น่าจะสร้างมาก่อนปราสาทเมืองสิงห์ (เป็นความคิดเห็นเฉพาะบางท่าน) เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่ท่านจะคิดจะเชื่อ และสันนิษฐานได้ตามความคิด ช่วยกันค้นหาร่องรอยหลักฐานต่อไป ถ้าสมมติว่าปราสาทหลังนี้สร้างมาก่อนปราสาทเมืองสิงห์ก็สรุปได้เลยว่าสร้างมาสมัยทวาราวดีเกือบสองพันปี พอความเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้นร่วงโรยลงไป เพราะพระเจ้าอโศกมหาราชสิ้นพระชนม์ พระองค์เป็นองค์อุปถัมภ์ศาสนาพุทธ โดยส่งพระโสณะ และพระอุตตะระ ไปเผยแผ่พระศาสนา พร้อมด้วยพระอรหันต์และสาวกเข้ามาสู่ประเทศไทย ปักหลักที่ จ.นครปฐมเป็นครั้งแรก ปรากฏหลักฐานเป็นรูปเสมาธรรมจักร พระพุทธรูปสมัยทวาราวดี และอื่นๆ อีกมาก เมื่อพระพุทธศาสนา ศาสนาพุทธได้มั่นคงเรียบร้อย พระโสณะและพระอุตตะระก็ส่งพระสาวกกระจายกันออกไปอบรมเผยแพร่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ?ให้เว้นจากการทำชั่ว สร้างแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส? เมื่อพระสาวกไปถึงที่ใด จังหวัดใดก็ปักหลักสร้างวัด สร้างถาวรวัตถุสำหรับสักการบูชาไว้ทุกแห่ง เป็นเอกลักษณ์ของสมัยทวาราวดีโดยเฉพาะ ฉะนั้นประเทศไทยหลายจังหวัดจึงได้รับอารยธรรมและศิลปกรรมของทวาราวดีไว้มาก ระยะหลังต่อมาขอมมีอำนาจก็ขยายแผ่อิทธิพลเข้ามาสู่บ้านเราหลายจังหวัด นำอารยธรรมและศิลปกรรมมาสร้างปราสาท สถานที่สักการบูชาไว้หลายแห่ง หลายจังหวัด ทำรูปเทพเจ้าไว้หลายชนิด หลายปาง เช่น เขาพระวิหาร ปราสาทพนมรุ้ง พระปรางค์สามยอด ปราสาทพิมาย ปราสาทเมืองสิงห์ และอีกหลายแห่ง หลายจังหวัดซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทางโบราณคดี ทางสถาปัตยกรรม ซึ่งบ่งบอกถึงสมัยต่างๆ ได้ชัดเจน สมัยก่อนไม่ค่อยมีการจารึกทำหลักฐานไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่สมัยสุโขทัยที่ทำหลักศิลาจารึกบอกไว้เป็นบางเรื่องบางจุดเท่านั้นไม่ครอบคลุม ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบ จากชิ้นส่วนโบราณวัตถุของแต่ละยุคแต่ละสมัยเป็นแนวทางการศึกษา-เรียนรู้ จากการเล่นแร่แปรธาตุมาเป็นเครื่องศาสตราวุธ เครื่องใช้ในครัวเรือน หล่อหลอมเป็นสิ่งสักการบูชา เทวรูป พระพุทธรูป และอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิ ศาสนาของแต่ละสมัย ซึ่งบ่งบอกถึงความเก่า โดยฝีมือช่างแต่ละสมัย เครื่องปั้นดินเผาก็เช่นกันได้แสดงออกถึงภูมิปัญญาของฝีมือช่าง ได้ทำเป็นของใช้ในครัวเรือน ของสักการบูชา เทวรูปปางต่างๆ พระพุทธรูป และพระเครื่ององค์เล็กบ้าง องค์ใหญ่บ้าง ทำแล้วก็บรรจุฝังดินไว้ บรรจุไว้ตามพระปรางค์ เจดีย์ ในถ้ำ ในโพรงต้นไม้ และที่สำคัญๆ ของตระกูล หมู่บ้าน และหลุมฝังสพ มีทั้งลูกปัดหิน กำไล แหวน สำริด จาน ชาม หม้อ ไห เป็นต้น ของใช้ที่ทำจากเงินก็มาก ทองคำก็เยอะ แล้วแต่ฐานะวงศ์ตระกูล ผู้นำชุมชน เจ้าพระยา พระมหากษัตริย์

นางปรัชญา ปารมิตา (PRAJNA PARAMITA) เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (BODHISATVA AVALOKITESAVARA) โบราณสถานหมายเลข 2 จุดที่น่าสนใจก็คือ ตรงแนวผนังของระเบียบคดทั้ง 2 ฟาก พบหลุมเสาเรียงรายอยู่เป็นระยะ แสดงให้เห็นร่องรอยของการใช้เสาเป็นตัวค้ำยันต์จั่วหลังคาที่สร้างด้วยโครงไม้มุงกระเบื้อง ปกคลุมส่วนที่เป็นลานประกอบพิธีกรรม โบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร การนำแท่งศิลาแลงวางทับซ้อนกันขึ้นไปสู่ยอดปราสาทเป็นเรื่องยุ่งยากและทำยาก มาก ต้องอาศัยใช้หลักการคำนวณถ่วงรับน้ำหนักเข้ามาทำ เพื่อป้องกันการพังทลายของแท่งศิลาแลง อันตรายที่จะพังลงมาทับคน

ปราสาทเมืองสิงห์ จากหลักฐานของสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร จัดพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือนำชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี มีประโยชน์มาก หาซื้ออ่านได้โดยทั่วไป เรื่องวัตถุโบราณประกอบสถาปัตยกรรม โบราณวัตถุที่เป็นประติมากรรมทางความเชื่อทางศาสนา และโบราณวัตถุที่ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ประจำถิ่น เป็นสิ่งที่น่าสนใจน่าศึกษา-ค้นคว้าสอบถามจากผู้รู้ผู้ชำนาญแต่ละสาขา แต่ว่าเราก็ไม่แน่ใจว่าจะติดต่อสอบถามจากท่านใด? ซึ่งไม่ได้ให้ชื่อ สถานที่ เบอร์โทรศัพท์ไว้ ตรงจุดนี้กรมศิลปากรน่าจะจัดเจ้าหน้าที่ไว้โดยเฉพาะ ผู้เขียนอยากให้เปิดกว้างมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา และประชาชนต่างจังหวัดที่ไปชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ที่เช่ารถ เหมารถ ขับรถกันไป คนที่อยู่ไกลๆ ยิ่งน่าเห็นใจ เพราะเพียงแต่ซื้อบัตรเข้าชม เดินดูรอบๆ บริเวณ ขาดการแนะนำ ขาดการบรรยายให้ทราบพื้นฐานความเป็นมา ถ้ามี ความรู้ขั้นพื้นฐาน ให้ผู้ชม จะทำให้การท่องเที่ยวมีรสชาติ คุ้มค่า หายเหนื่อย นำเรื่องราวไปบอกเล่าลูกหลานได้อีกมากทีเดียว ขอฝากไว้ด้วยนะครับ เพื่อประโยชน์ของจังหวัดกาญจนบุรี และนักท่องเที่ยว เพราะอยู่ใกล้เมืองหลวงการไปหาสะดวกด้วยประการทั้งปวง สิ่งอำนวยความพร้อมทุกอย่าง จ.กาญจนบุรี อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าเขา ลำน้ำ ถ้ำ วัด น้ำตก เมืองโบราณ พระกรุหลายวัด หลายอำเภอ รสชาติอาหารอร่อย ขนมหวานมากมาย วุ้นเส้นมีชื่อ และอื่นๆ

ก่อนจะเข้าเรื่อง พระร่วงขาถ่าง กรุปราสาทเมืองสิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ต้องขออนุญาตนำเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และจะโยงไปถึงพระกรุของเมืองกาญจนบุรีที่เป็น เนื้อชินตะกั่ว จะเป็นพระท่ากระดานทุกแห่ง พระท่ากระดานหูช้าง พระขุนแผน วัดเขาชนไก่ ขุนแผนสะกดทัพ และพระเครื่องอีกมากมายว่าทำจากอะไร? วัตถุดิบหามาจากไหน? เมืองกาญจน์เป็นแหล่งแร่ธาตุ ที่อุดมสมบูรณ์มาก มีแร่ดีบุก แร่ตะกั่ว แร่วุลแฟรม แร่พลวง แร่เหล็ก แร่ทุกตัวต้องผ่านขบวนการหล่อหลอมด้วยไฟแรงสูง (ความร้อน) เพื่อไล่ขี้ไที่ไม่บริสุทธิ์ทิ้งไป (ขี้แร่) เก็บไว้แต่เนื้อแร่ที่บริสุทธิ์ สมัยโบราณการเล่นแร่แปรธาตุ ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ อาศัยเครื่องมือที่ทำได้เองในท้องถิ่น เรียกว่า เตาสูบหลอมโลหะ แร่ตะกั่ว แร่ดีบุก แร่พลวง ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรกว่าจะได้เนื้อแร่บริสุทธิ์ 80% ขึ้นไป หล่อเป็นก้นเป็นแท่งเอาไว้ตามจำนวนที่ต้องการ พระอาจารย์ที่เล่นแร่แปรธาตุดูที่จีวรก็รู้ เพราะจีวรของท่านถูกสะเก็ดไฟกระเด็นไปไหม้เป็นจุดๆ หลายแห่งจากเตาสูบ เตาหลอมโลหะเวลาลมพัดมา สะเก็ดลูกไฟเล็กๆ ก็จะปลิวไปตามกระแสลม กว่าจะได้เนื้อแร่หมดผ้าจีวรไปหลายผืน การผสมแร่ (อัตราส่วน) ที่เหมาะสมเป็นเรื่องยาก ต้องใช้ประสบการณ์ความชำนาญของแร่แต่ละชนิดแต่ละอย่างมารวมกันถลุง มาหล่อเป็นเนื้อในเบ้าหลอมจากเตาสูบฉีดหลอมละลายเข้ากันดีแล้ว จึงนำไปเทหล่อในแม่พิมพ์ที่ทนความร้อนได้ดี พระกรุทุกชนิดของเมืองกาญจน์จึงใช้แร่ตะกั่ว แร่ดีบุก และแร่พลวง เป็นตัวหลักของเนื้อทำพระ อาจจะมีเนื้อแร่อย่างอื่นเข้ามาผสมด้วย แต่เชื่อว่าน้อยมาก เนื้อพระท่ากระดานก็ทำมาจากแร่ดังกล่าว และพระชนิดอื่นที่เป็นเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง (ฝังกรุ) ก็ทำมาจากโลหะอย่างเดียวกัน มั่นใจ เพราะวัตถุดิบแร่สำคัญๆ หาได้ง่ายจากเขตอำเภอเมือง อ.ไทรโยค อ.ทองผาภูมิ อ.ศรีสวัสดิ์ และอำเภออื่น ฉะนั้นจะขอพูดถึงเนื้อแร่ที่ใช้ผสมกันหล่อหลอมเป็นองค์พระเท่านั้น แร่อย่างอื่นจึงไม่ขอพูดถึง เพื่อให้ท่านที่สนใจประเภทเนื้อชินตะกั่ว หรือเนื้อตะกั่วสนิมแดง พอเข้าใจวัตถุดิบที่พระอาจารย์ อาจารย์ ที่มีความรู้เรื่องแร่ธาตุนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาล โดยเฉพาะการหล่อหลอมเป็นพระเครื่องหลายชนิด หลายกรุ หลายจังหวัดในประเทศไทย ส่วนใหญ่เราจะได้ยินนักนิยมสะสมอนุรักษ์พระเครื่องรุ่นอาจารย์ รุ่นพ่อ รุ่นพี่ และน้องๆ จะพูดให้ได้ยินกันในสนามพระทุกแห่งว่า นี่เป็นพระเนื้อชินตะกั่ว เนื้อตะกั่วสนิมแดง เนื้อชินเงิน เราคุ้นหู แต่ไม่ค่อยมีใครช่วยอธิบายให้เราฟังว่า เนื้อชินตะกั่วทำมาจากแร่อะไร ผสมกันยังไง เนื้อจึงดีเก็บรักษาได้นาน ประเภทเนื้อชินเงินเก็บไว้นานๆ จะระเบิด เกิดสนิมกินตัวเอง เปราะ ดูแลรักษายาก
ผู้เขียนจึงนำแร่ 3-4 ชนิด มาเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์ให้ท่านทราบว่า เนื้อชินตะกั่วมาจากแร่หลัก 3 ชนิดดังกล่าว พอเป็นพื้นฐานเพิ่มความรู้เรื่องแร่ธาตุ จะช่วยทำให้ท่านที่สะสมพระประเภทเนื้อชินตะกั่วเข้าใจมากขึ้น เป็นการเสริมความรู้เนื้อพระชนิดนี้ คงจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง (5) ด้านซ้ายมือพระช่วงข้อศอกพระ เจตนาแกะพิมพ์เว้าเข้าใน ชำรุด ทะลุเหนือไหล่ขวาพระฉัพพรรณรังสีล้อมรอบ เห็นสนิมแดงไขขาวชัดเจน พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง (5) ด้านซ้ายมือพระช่วงข้อศอกพระ เจตนาแกะพิมพ์เว้าเข้าใน ชำรุด ทะลุเหนือไหล่ขวาพระฉัพพรรณรังสีล้อมรอบ เห็นสนิมแดงไขขาวชัดเจน พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง (6) ไม่สวย ไม่สมบูรณ์ เป็นเนื้อชินตะกั่ว ยังแสดงความเก่า ปริ แตก ระเบิดในเนื้อ เก่าจริงตามอายุ ด้านหลังรอยปริ ผิวไม่สวย ถ้าพระกรุนี้เป็นเนื้อชินเงิน เนื้อพระคงจะระเบิด แตกยุ่ยเสียหายหมดสภาพไปเลย พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง (6) ไม่สวย ไม่สมบูรณ์ เป็นเนื้อชินตะกั่ว ยังแสดงความเก่า ปริ แตก ระเบิดในเนื้อ เก่าจริงตามอายุ ด้านหลังรอยปริ ผิวไม่สวย ถ้าพระกรุนี้เป็นเนื้อชินเงิน เนื้อพระคงจะระเบิด แตกยุ่ยเสียหายหมดสภาพไปเลย พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง (2) องค์นี้สวยสมบูรณ์สนิมแดงชัดเจน พระเนตร (ตา) โปน พระนาสิก (จมูก) โด่งเป็นสัน พระโอษฐ์ (ปาก) กว้าง มีฉัพพรรณรังสีล้อมรอบสวยงาม ด้านหลังเป็นลายผ้า ปีกด้านข้างติดเต็มสมบูรณ์ ไม่มีรอยขยัก-เว้าเข้าใน พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง (2) องค์นี้สวยสมบูรณ์สนิมแดงชัดเจน พระเนตร (ตา) โปน พระนาสิก (จมูก) โด่งเป็นสัน พระโอษฐ์ (ปาก) กว้าง มีฉัพพรรณรังสีล้อมรอบสวยงาม ด้านหลังเป็นลายผ้า ปีกด้านข้างติดเต็มสมบูรณ์ ไม่มีรอยขยัก-เว้าเข้าใน

การค้นหาเรื่องราวของ พระร่วงขาถ่าง (เท้าถ่าง) กรุปราสาทเมืองสิงห์ กาญจนบุรี เป็นเรื่องยากลำบากมาก ผู้เขียนได้เดินทางไปที่ตัวปราสาท สอบถามเรื่องพระร่วงขาถ่างจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ปราสาทเมืองสิงห์ ไม่ได้รายละเอียด บางท่านก็ตอบคำถามว่า ไม่เคยเห็นพระร่วงขาถ่างเลย บางท่านเล่าให้ฟังว่า เคยเห็นพระร่วงขาถ่าง เพียง 2-3 องค์เท่านั้น อธิบายรูปร่างลักษณะให้ฟัง แต่ปัจจุบันไม่เห็นอีกเลย คนที่มีที่ได้ไว้ก็ขายกันหมด จะขอดูศึกษาดูเนื้อ ก็ไม่ทราบว่าใครมีพระร่วง ผู้เขียนพยายามสอบถามพระสงฆ์ ผู้สูงอายุที่อยู่แถวๆ บ้านเก่าใกล้ตัวปราสาท มีเพียงคำบอกเล่าว่า เคยเห็นเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่เห็นอีกเลย หายากจริงๆ

หนังสือนำชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ก็ไม่ได้พูดถึงพระร่วงขาถ่างเลย จะพูดถึงแม่พิมพ์ พระอวโลกิเตศวร 11 เศียร 22 กร พระพิมพ์ดินเผา พระโมคคัลลาสารีบุตร พระพิมพ์ใบขนุนศิลปะทวาราวดี เหมือนใบขนุนของกรุสุโขทัย พระพิมพ์เนื้อตะกั่ว เป็นพระซุ้มนครโกษา พระเขมรขนนก พระนาคปรก พระสังกัจจายน์ เป็นศิลปะลพบุรี พระร่วงยืนประทานพร ชนิดเดียวกับกรุถ้ำพุพะ กาญจนบุรี ไม่มีรูปพระร่วงขาถ่าง กันมากเป็นเครื่องปั้นดินเผา เป็นสำริด เป็นศิลาแลง เทวรูป พระนารายณ์ พระพุทธรูปปางนาคปรก และของใช้อย่างอื่นอีกมาก การค้นพบวัตถุโบราณจากปราสาทประธาน ประสาทหลังที่ 2-3 และที่ 4 ตอนขุดบูรณะปี พ.ศ.2517 ของที่พบเจ้าหน้าที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เมืองสิงห์ บางส่วนส่งเข้าไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพฯ

พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง แบบที่ 2 พิมพ์ที่ 2พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) พิมพ์กลาง แบบที่ 2 พิมพ์ที่ 2ก่อนที่เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรจะเข้าไปขุดตกแต่งบูรณะตัวปราสาทผุพัง ถูกต้นไม้ใบหญ้าวัชพืชขึ้นปกคลุมสูงถึง 2 เมตร เห็นแต่ยอดปราสาทประธานองค์เดียว นอกนั้นมองไม่เห็น ถูกทอดทิ้งไว้นานมาก ไม่มีใครผ่านเข้าไปในเขตตัวปราสาท มันรก มันน่ากลัว ทางทุรกันดาร ต้องเดินเข้าไปด้วยเท้า ต่อมาก็ใช้รถจักรยานเข้าไป พอบ้านเมืองเริ่มเจริญขึ้น รถจักรยานยนต์ก็เข้ามาแทนที่ หมู่บ้านเริ่มมีถนนลูกรัง ทางเกวียน การคมนาคมเริ่มดีขึ้น การติดต่อกับหมู่บ้านอื่นก็ไปมาหาสู่กันได้ การเดินทางเข้าตัวเมืองก็อาศัยการเดินทางด้วยเท้า รถจักรยานยนต์อาศัยรถบรรทุกไม้ซุงเข้าเมือง (สมัยก่อนเรียกรถจี๊ปยักษ์) ไปลงใกล้ๆ ตัวเมือง ถนนหนทางทุรกันดารมาก ย้อนหลังกลับไปดูเมื่อ 50 ปีก่อน หลายคนยังจำได้ดี ลำบากมาก ไม่มีรถโดยสารรถเมล์รับจ้าง ทางไปตลาดลาดหญ้า บ้านท่าเสา เขาชนไก่ เป็นเส้นทางรถบรรทุกลากไม้ซุงเข้าโรงเลื่อยในเมืองไปกรุงเทพฯ ถนนเป็นหลุมลึก รถบรรทุกติดหล่ม ต้องเอาช้างไปช่วยลากรถบรรทุกขึ้นจากหลุม เป็นเส้นทางสุดโหด ปัจจุบันเจริญขึ้นมาก ถนนราดยางไปเชื่อมชายแดนพม่า ด่านเจดีย์สามองค์ และอีกหลายจุด เนื้อที่เขาบริเวณปราสาทเมืองสิงห์ 600 กว่าไร่ พบโครงกระดูกมนุษย์โบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบลูกปัดสมัยทวาราวดีเป็นหินสีต่างๆ แหล่งเครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือของใช้ต่างๆ มากมาย พบพระพุทธรูปปางนาคปรกเป็นหินทรายแดง พระนารายณ์สี่กรยืน พื้นที่รอบๆ บริเวณตัวปราสาท บางแห่งเป็น เนินดิน คล้ายจอมปลวก บางจุดเป็น ฐานคล้ายเจดีย์ ผุพังหมด พบเพียงหินทรายแดง ศิลาแลงกระจายทั่วไป บางแห่ง เป็นหลุมลึกเกือบ 2 เมตร ถูกใบไม้ต้นไม้ วัชพืชขึ้นปกคลุมจนเต็มหลุม มองไม่เห็นหลุม เมื่อมีการพัฒนาก็เอารถไถเกรดปรับพื้นที่จนเสมอกันราบเรียบ ในหนังสือนำชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรก็ระบุไว้ชัดเจน พบเห็นหลุมมีร่องรอยการขุด ลงไปใต้แผ่นศิลาแลงใต้ดิน ใต้จอมปลวก 5-6 หลุม ก็ทำให้เราสันนิษฐานเชื่อได้ว่าเป็นการขุดแสวงหาทรัพย์สมบัติ แก้ว แหวน เงินทอง ลูกปัด สุดท้ายก็มาลงที่การ ขุดหากรุพระเครื่อง ก็คงจะมีการผิดหวังไปบ้าง ขุดแล้วไม่พบอะไรเลย หรือบางคนขุดพบแต่เศษกระดูกคน พบชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผาแตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพราะขุดไม่เป็น ไม่มีความรู้ ขุดหาพระ หาลูกปัด หาทรัพย์อย่างอื่น จึงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น บางคนพบขวานหินโบราณ ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรให้เพื่อนไปบ้าง ไปทอยเล่นในแม่น้ำบ้าง บางคนเก็บไว้หลายอัน เอาเข้าเมืองไปแลกข้าวสารบ้าง แลกเครื่องมือทำสวนทำไร่บ้าง บางคนก็นำไปขายนักสะสมของวัตถุโบราณ ได้ของได้เงินมาก็ซื้อเสบียงอาหารแห้ง กลับเข้าป่าไปขุดหาของต่อไป กลุ่มหนึ่งก็สามคนบ้าง ห้าคนบ้าง บุคคลเหล่านี้ไม่ทำงานเป็นหลัก ขุดหาของกันอย่างเดียว ค่ำไหนนอนนั่น ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง ออกจากบ้านหายไปเป็นปีญาติพี่น้องเข้าใจว่าตายแล้ว จะไปตามหาก็ไม่รู้จะไปทิศไหนทางไหน บางคนทิ้งบ้าน ทิ้งลูกทิ้งเมียไปเลยก็มี เข้าใจว่าเข้าป่าไปหาหน่อไม้ ทำหน่อไม้ดอง หน่อไม้เผา หาเห็ดโคนไปขายตลาดในเมือง เมืองกาญจน์ป่าไผ่อุดมสมบูรณ์ เห็ดโคนมาก ถึงฤดูออกก็จะชูดอกแทงก้านขึ้นมาจากใต้ ป่าทั้งป่าขาวโพลนไปด้วยเห็ดโคน เก็บกันครึ่งวันยังไม่หมด เป็นที่รู้กันว่าฤดูกาลของเห็ดโคนขึ้น ประชาชนจะพากันไปซื้อเห็ดโคนของเมืองกาญจน์กลับไปทำอาหาร รสชาติอร่อย กิโลกรัมละ 200 บาทขึ้นไป ถ้าใกล้เมืองก็แพงขึ้น ถ้าไกลเมืองก็ถูกลงหน่อย ทำให้เกิดรายได้จากการขายเห็ดโคนหลายพันบาทต่อเดือน บางคนขายได้หลายหมื่นบาท เห็ดโคนมีช่วงระยะเวลาจำกัด ถ้าขายไม่หมดก็ต้มไว้ ดองใส่ขวดเก็บไว้ได้เป็นปี และเก็บไว้ขาย

**ผู้เขียนเชื่อว่าในชุดบุคคลที่แสวงโชคหาทรัพย์ ได้ขุดพบกรุพระร่วงขาถ่างในเขตปราสาทเมืองสิงห์ คนที่ได้พระไปก็นำออกนอกพื้นที่ ฝากญาติพี่น้อง ฝากเพื่อนฝูงไว้ หรือขายเหมาให้คนต่างถิ่น พระร่วงขาถ่างจึงเดินทางออกจาก จ.กาญจนบุรี ไปอยู่ไกลแสนไกล นักสะสมพระเครื่องรุ่นเก่าอายุ 60 ปีขึ้นไป บางท่านเคยเห็นรู้จักพระร่วงขาถ่าง บางท่านเคยใช้มาแล้ว พกติดตัว แต่ก็อยู่ในวงแคบ ไม่มีใครหาข้อมูลเอามาเปิดเผย เล่าสู่กันฟังบ้างเลย เรื่องราวพระร่วงขาถ่างจึงมีน้อยมาก ปัจจุบันนักสะสมพระเครื่องของเมืองกาญจน์รุ่นใหม่ๆ จึงไม่มีข้อมูล ต้องอาศัยดูรูปภาพจากหนังสือพระเครื่องยอดนิยมประจำจังหวัดกาญจนบุรี หน้า 50 มีเพียงค่อนองค์ (หรือสามส่วน) ท่อนล่างจากหัวเข่าขาดหายไป เจ้าของศรัทธาทำตลับทองคำแขวนสร้อยติดตัว ส่วนหน้า 51 โชว์รูปภาพพระร่วงขาถ่างอีกองค์ ด้านบนจากหัวไหล่องค์พระชำรุดด้านข้างทั้งสองด้าน ปรากฏพระพักตร์ จมูก (นาสิก) พระโอษฐ์ (ปาก) หน้าผากยุบ เกิดจากการเทหล่อติดไม่เต็ม เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง ดูแล้วก็ตอบได้เลยว่าเป็นพระเก่า พระกรุ เนื้อดูง่าย ดูแล้วไม่หวังเหวิด เก่าแน่นอนถึงจะชำรุด ดูแล้วเท่ มีเสน่ห์ มีตบะอำนาจ เข้มขลัง เกิดศรัทธา จะไปเจรจากับใคร ทำธุรกิจกับผู้อื่น ย่อมประสบความสำเร็จตามต้องการ สาธุ!! หนังสืออีกเล่มที่เคยนำภาพเรื่องราวของพระร่วงขาถ่างมาลงเป็นหนังสือ ?พรีเชียส? จำไม่ได้ว่าเป็นฉบับที่เท่าไร ข้อความข่าวสารเป็นเรื่องสั้นๆ ภาพพระร่วงขาถ่างก็สวยดี ไม่มีเรื่องราวให้ติดตาม

( ที่มา : ย่อจาก ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1063 เดือนมกราคม 2554 : พระร่วงเท้าถ่าง (ขาถ่าง) กรุปราสาท เมืองสิงห์ (วัดเมืองสิงห์) อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ตอนที่ ตอนที่ 1 เรื่องและภาพโดย..ณรงค์ เลติกุล )

ลิขสิทธิ์ ? 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.

Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.? Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.

แสดงความคิดเห็น

Please login to post comments or replies.
แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 04 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 15:13 น. )